Sunday, August 30, 2009

พระที่นั่งบรมพิมาน Boromapiman


พระที่นั่งบรมพิมาน
Boromapiman



เดิมเรียกชื่อว่า พระที่นั่งภานุมาศจำรูญ สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป หลังคาโค้ง มุงด้วยหินชนวน ในชั้นเดิมสร้างพระราชทานเจ้าฟ้ามหาวชิรุฬหิศ สยามมงกุฎราชกุมาร ให้เป็นที่ประทับ แต่เจ้าฟ้ามหาวชิรุฬหิศ ฯ สวรรคตเสียก่อน จึงพระราชทานให้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ แต่ครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ทรงประทับเป็นครั้งคราว และได้เปลี่ยนพระนามใหม่ว่า พระที่นั่งบรมพิมาน เมื่อปี พ.ศ. 2467 พระที่นั่งองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ได้เสด็จประทับก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเศก และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2489 ได้เสด็จประทับและได้เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ซ่อมและต่อมุขด้านทิศใต้ ใช้เป็นที่ประทับ และพักรับรองพระราชอาคันตุกะ ทางด้านหลังพระที่นั่งองค์นี้ ได้สร้างเรือนรับรองเป็นเรือนทรงไทย สำหรับผู้ติดตาม
พระที่นั่งสีตลาภิรมย์
Sitalapirom


เป็นพระที่นั่งโถงหลังเล็ก ทำนองศาลาโถง พื้นเตี้ย ตั้งอยู่ในสวนศิวาลัยด้านหลัง พระที่นั่งบรมพิมานใช้เป็นที่ประทับ ในเวลางานมหาสมาคม เลี้ยงทูตานุทูตและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสวนศิวาลัย พระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้า ฯ ทรงสร้างในเขตที่เป็นบริเวณสวนขวาเดิม

พระที่นั่งบริเวณสวนศิวาลัย Edifices in Sivalai Gardens



พระที่นั่งบริเวณสวนศิวาลัย
Edifices in Sivalai Gardens


บริเวณด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของหมู่พระมหามณเฑียร และทางด้านทิศใต้ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อแรกสร้างพระบรมมหาราชวัง เป็นสวนสำหรับสำราญพระราชอิริยาบท ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างสวนขวาอันเป็นที่เลื่องลือไปไกลยังนานาประเทศว่างดงามยิ่งนัก มีการขุดสระน้ำ และสร้างเขาจำลอง สร้างเก๋งและตำหนักแพ ปลูกแบบจีนและฝรั่ง เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้รื้อสวนขวาและบรรดาสิ่งก่อสร้าง ถวายไปตามพระอารามต่าง ๆ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาบริเวณนี้เป็นพระพุทธมหามณเฑียร และสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่พระราชทานนามว่า พระอภิเนาวนิเศน์ พระองค์ทรงประทับอยู่จนเสด็จสวรรคต ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ พระองค์ได้ทรงสร้างพระที่นั่งทรงผนวช เป็นอาคารแบบไทย เมื่อปี พ.ศ. 2415 เมื่อคราวเสด็จออกทรงผนวช ปัจจุบันได้รื้อไปปลูกไว้ที่วัดเบญจมบพิตร ฯ
พระที่นั่งมหิศรปราสาท
Mahitsara Prasat


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อเป็น การเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ สร้างอยู่บนกำแพงสวนศิวาลัยด้านทิศตะวันตก ตรงกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นพระที่นั่งขนาดเล็ก มียอดเป็นยอดปราสาททรงมณฑปจอมแห มีครุฑรับชั้นไขรายอดปราสาททั้งสี่มุม ซุ้มพระทวารและซุ้มพระบัญชรเป็นแบบทรงมณฑป ปิดทอง ประดับกระจก โปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ ไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งองค์นี้ ทำนองเดียวกับหอพระธาตุมณเฑียร ปัจจุบันพระบรมอัฐิได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ หอพระธาตุมณเฑียรดังเดิม และพระที่นั่งองค์นี้ก็ได้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป

หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท Chakri Maha Prasat


หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
Chakri Maha Prasat


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างหมู่พระที่นั่งขึ้นใหม่ ในสถานที่ซึ่งพระองค์ประสูติ ณ หมู่พระตำหนักที่กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัยประทับ โดยทรงพระราชดำริว่า หมู่พระตำหนักเดิมนี้ เป็นสถานที่อันเป็นมงคล เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงประทับมาตั้งแต่ประสูติ จนถึงเสด็จเสวยราชสมบัติ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ ใช้เป็นพระราชมณเฑียร และพระวิมานที่บรรทม ได้แก่ พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ พระที่นั่งเทวราชอุปบัติ พระที่นั่งดำรงสวัสิดิ์อนัญวงศ์ และพระที่นั่งนิพัทธพงศ์ถาวรวิจิตร
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๙ หลังจากเสด็จกลับจากประพาสสิงคโปร์ และชวา เดิมจะสร้างให้เป็นยอดโดม ใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนาง สร้างให้ต่อเนื่องกับหมู่พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ และพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ โดยมีท้องพระโรงกลางเป็นทางต่อเชื่อม
พระที่นั่งจักรี ฯ สร้างเป็นตึกสามชั้น เจ้าพระยาภานุวงษ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) เป็นแม่กอง นายจอห์น คลูนิส (John Clunis) ชาวอังกฤษเป็นผู้ออกแบบ ก่อนการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้กราบบังคมทูล ขอให้ทำเป็นยอดปราสาทด้วยเหตุผลสองประการคือ
ประการแรก กรุงศรีอยุธยา มีพระมหาปราสาทเรียงกันอยู่สามองค์ คือ พระวิหารสมเด็จ สรรเพชรปราสาท และสุริยาสน์อมรินทร์ กรุงเทพฯ มีหมู่พระมหามณเฑียรและพระที่นั่งดุสิต ฯ อยู่แล้ว พระที่นั่งจักรีที่ที่จะสร้างใหม่ จะอยู่ตรงกลางตรงกับพระที่นั่งสรรเพชร จึงควรสร้างพระที่นั่งจักรี ฯ เป็นมหาปราสาทยอดอย่างไทย พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้า ฯ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนจากยอดโดม เป็นยอดปราสาท ดังปรากฎอยู่ปัจจุบัน
พระที่นั่งจักรี ฯ เป็นปราสาทเรียงกัน สามชั้น สามองค์ มีมุขกระสันต่อเนื่องกันโดยตลอดระหว่างองค์ตะวันออก องค์กลางและองค์ตะวันตก หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี มียอดปราสาทสามยอดประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และบราลี ชั้นไขรายอดปราสาทเป็นรูปครุฑรับไขราแทนคันทวย พระที่นั่งองค์นี้เป็นศิลปผสมระหว่างศิลปไทยและยุโรป ที่มีการผสมผสานได้พอเหมาะพอดี มีความสวยและสง่างามไม่แพ้แห่งอื่น

หมู่พระมหามณเฑียร

หมู่พระมหามณเฑียร
Pra Maha Montien
พระมหามณเฑียร หมายถึงที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ที่ใช้เป็นที่บรรทมและเสด็จออกว่าราชการ พระมหามณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชมณเฑียรที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นใช้ในการปราบดาภิเษก และประทับอยู่ตลอด ในรัชกาล ต่อ ๆ มาได้ใช้เป็นที่ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเศกของพระมหากษัตริย์องค์ ต่อ ๆ มา



พระมหามณเฑียรนี้สร้างเป็นพระที่นั่งหมู่ หันหน้าไปทางทิศเหนือ สร้างเป็นแนวตรง และแนวขวางต่อเนื่องกัน โดยมีมุขแล่นถึงกันโดยตลอด ประกอบด้วยหมู่พระวิมานที่บรรทม และท้องพระโรงสำหรับเสด็จออก มีท้องพระโรงหลัง พระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์ขวา หมู่พระมหามณเฑียรนี้สร้างเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย ประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ ตั้งอยู่ต่อเนื่องในเขตพระราชฐานชั้นในและชั้นกลาง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ เพื่อเป็นที่ประดับตลอดจนมาเสด็จสวรรคต
พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน
Chakraput Piman Hall


ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน สร้างเป็นพระที่นั่งยกพื้นสูงเรียงกันสามหลังแฝด หันหน้าไปทางทิศเหนือ องค์กลางเป็นห้องโถง หลังคากระเบื้องเคลือบสี ประกอบด้วยช่อฟ้าใบระกา เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหามณเฑียร เป็นพระวิมานที่บรรทม ภายในแบ่งเป็นห้อง ๆ ด้วยพระฉากลายทอง มีพระแท่นบรรจถรณ์ พระแท่นลด แขวนพระมหาเศวตฉัตรกางกั้น

พระบรมมหาราชวัง



พระบรมมหาราชวัง
เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์สมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

พระบรมมหาราชวังเป็นพระราชวังหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรี มายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา การก่อสร้างพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศ และเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เริ่มขึ้นพร้อมกับการสร้างพระนครเมื่อ พ.ศ. 2325 การก่อสร้างพระราชวังหลวง สร้างในบริเวณที่เคยเป็นที่อยู่ของชาวจีน ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่คือที่สำเพ็ง เริ่มดำเนินการในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2325 หลังพระราชพิธียกหลักเมือง 1 วัน และมีการเฉลิมพระราชมนเฑียรในวันที่ 13 มิถุนายน

วังสวนกุหลาบ


วังสวนกุหลาบ
วังสวนกุหลาบ เป็นวังที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมหลวงนครราชสีมา ตั้งอยู่ที่มุมถนนราชสีมากับถนนศรีอยุทธยา โดยทางด้านทิศเหนือติดกับถนนอู่ทองนอก และทิศตะวันออกติดกับสวนอัมพร ซึ่งอาณาเขตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต
สมเด็จเจ้าฟ้านกรมหลวงนครราชสีมา ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จฯเจ้าฟ้าอัษฎางเดชาวุธฯ พระราชโอรสองค์ที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชโอรสองค์ที่ 7 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ประสูติเมื่อปีพุทธศักราช 2432 ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมขุนนครราชสีมา เมื่อปีพุทธศักราช 2441 ต่อมาจึงเสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ และได้เสด็จฯกลับมารับราชการทหารบก ครั้นถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา ในปีพุทธศักราช 2459 เป็นนายพลตรีราชองครักษ์ ตำแหน่งผู้บัญชาการกองพล เลื่อนเป็นนายพลเอก ผู้กำกับราชการกระทรวงทหารเรือ เมื่อปีพุทธศักราช 2466
ตาเดิมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริที่จะสร้างวังสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา ที่วังริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ปากคลอง(ตลาด) คูเมืองเดิม ครั้งเสด็จฯกลับมาจากทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะให้ทรงศึกษาราชการอยู่ใกล้พระองค์ จึงได้โปรดเกล้าฯให้สร้างตำหนักชั่วคราวที่สวนดุสิต ตรงริมถนนใบพร พระราชทานนามว่า "สวนกุหลาบ" สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา จึงเสด็จประทับอยู่ตลอดรัชกาล 5

วังปารุสกวัน


วังปารุสกวัน
วังปารุสกวัน เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นวังที่ประทับของสมเด็จฯเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระราชโอรส เนื่องในวโรกาสที่ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหาร จากประเทศรัสเซีย โดยได้มีพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่เมื่อวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2449
การก่อสร้างวังปารุสกวันนั้น เริ่มมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2446 โดยมีสถาปนิก 3 คน ช่วยกันออกแบบ แต่มาในภายหลังสถาปนิก 2 คน ได้แก่ นายทามาโย และนายสก็อตส์ เกิดป่วยเป็นอหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ จึงเหลือนายเบย์โรเลรี ผู้เดียวรับผิดชอบการก่อสร้างจนเสร็จสิ้นในปีพุทธศักราช 2448 โดยลักษณะทางสถาปัตยากรรมของวังปารุสกวันนั้นเป็นแบบคลาสสิก ก่ออิฐถือปูน ตามแบบวิลล่าของอิตาลี
แต่เดิมตัวอาคารมี 2 ชั้น โดยชั้นล่างของพระตำหนักเป็นห้องท้องพระโรงและห้องรับแขก ส่วนชั้นบนจัดเป็นบริเวณที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับหม่อมคัทริน และยังมีส่วนที่เป็นห้องเสวยขนาดเล็กสำหรับตอนเช้าและตอนกลางวันยามเมื่อไม่มีใครมาเข้าเฝ้า นอกจากนี้ยังมีห้องใต้หลังคาพระตำหนักซึ่งถูกจัดเป็นห้องพระ ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปและโกศทองฝังพลอยบรรจุพระอัฐิพระสรีรังคารของบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ต่อมาในระหว่างที่สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และหม่อมคัทริน เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีบรมราชภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ 5 ณ ประเทศอังกฤษ ได้มีการต่อเติมตัวพระตำหนักเพิ่มเป็น 3 ชั้น โดยชั้นบนจัดเป็นห้องพระบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรง ห้องพระ ห้องพระบรมอัฐิ และห้องเลี้ยงเด็ก ชั้นที่สองจัดเป็นที่อยู่ของหม่อมคัทริน มีห้องบรรทม ห้องแต่งองค์ ห้องสรง ห้องทรงพระอักษร ส่วนชั้นล่างเป็นห้องท้องพระโรง ห้องรับแขก ห้องพักผ่อน นอกจากพระตำหนักใหญ่แล้ว ภายในวังปารุสก์ยังมีตำหนักอีกองค์หนึ่ง คือ ตำหนักจิตรลดา ซึ่งแต่เดิมเป็นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ทรงแลกเปลี่ยนกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ อีกทั้งยังมีโรงรถที่เก็บรถได้ถึง 8 คันและคอกม้าสำหรับม้าอีก 6 ตัวอีกด้วย
จดหมายฉบับหนึ่งที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงมีถึงอีวาน พี่ชายของหม่อมคัทริน ลงไว้แต่เพียงปี พ.ศ. 2449 ได้ทรงเขียนถึงวังปารุสกวันไว้ความว่า "...ตำหนักที่อยู่ตอนนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว งดงาม น่าอยู่และเย็นสบาย พระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลสั่งการในเรื่องการตกแต่งตำหนักและเรื่องอื่นๆ ให้ทั้งหมด ท่านรับสั่งด้วยว่าเป็นตำหนักที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ..."
ต่อมาในปีพุทธศักราช 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมวังปารุสกวัน สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ จึงได้โปรดให้ติดตราจักรและตะบองซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ตามประตูโดยรอบกำแพงวัง พร้อมกันนั้นหม่อมคัทรินก็ได้ทำการตกแต่งพระตำหนัก และสวนภายในวังใหม่ทั้งหมด
เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทิวงคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจระงับพินัยกรรมของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ที่ทรงระบุให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดรวมทั้งวังปารุสกวันให้แก่ท่านหญิงชวลิตโอภาส โดยมีพระบรมราชโองการให้โอนวังปารุสกวันกลับคืนเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
และภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 วังปารุสกวันได้ถูกนำไปใช้เป็นที่ทำการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ก่อนจะย้ายไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์กรมตำรวจ